วันอาทิตย์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

หนังสั้น Short film



1.หนังสั้นคืออะไร มีความหมายอย่างไรในประเทศไทย
            หนังสั้น คือ หนังยาวที่สั้น ก็คือการเล่าเรื่องด้วยภาพและเสียงที่มีประเด็นเดียวสั้น ๆ แต่ได้ใจความเรื่องนี้ว่าด้วยความสั้นหนังสั้นคำจำกัดความของหนังประเภทหนึ่งที่กำลังเป็นที่สนใจของวัยรุ่นและคนรักหนังในสมัยนี้ จะมีใครเคยรู้บ้างหรือเปล่าว่าหนังสั้นนั้นคือจุดกำเนิดของภาพยนตร์ทั้งหลายที่เราเห็นอยู่ในปัจจุบันนี้กลับสู่จุดเริ่มต้นหนังสั้นคือหนังที่ถือได้ว่าเป็นต้นกำเนิดของภาพยนตร์ต่างๆที่เห็นอยู่ในยุคปัจจุบัน หนังสั้นเรื่องแรกที่สามารถค้นพบได้คือ เรื่อง Fred Ott’s Sneeze (1984) ของ Edison โดยเป็นการถ่ายทอดภาพการจามของคน ในตอนแรกการถ่าย ทำหนังจะเน้นเป็นการถ่ายทอดกริยาต่างๆของมนุษย์ในชีวิตประจำวัน และจึงมีการพัฒนาไปเรื่อยๆ
ความหมายของการนำเสนอในแง่ต่าง ๆ
การนำเสนอที่จะบรรลุเป้าหมายต้องมีทั้ง
         
CONTENT : เนื้อหา / เนื้อเรื่อง 
         
PROCESS : วิธีการ / ขบวนการในการสื่อหรือการถ่ายทอด

2.จงวิเคราะห์ความเหมือนและความแตกต่าง สื่อ4 ประเภท ดังนี้ มิวสิควิดีโอ วีดิโอพรีเซ้นท์เทชั่น ภาพยนตร์โฆษณา และ ภาพยนตร์สั้น 
          1.มิวสิควีดีโอ (Music video) หรือเรียกสั้นๆว่า เอ็มวี (MV) เป็นการถ่ายทอดบทเพลงแบบมีภาพประกอบ โดยยุคแรกๆ มิวสิกวิดีโอ นำมาใช้ในการเผยแพร่เพลงทางโทรทัศน์ ซึ่งมักเป็นรูปแบบการถ่ายภาพวงดนดรีหรือนักร้องที่ร้องเพลง ต่อมามีนำภาพมาประกอบเพลง และพัฒนามาเป็นการการนำเนื้อหาของบทเพลงมาสร้างเป็นเรื่องราว เป็นละครประกอบเพลง พอมาถึงยุคที่คาราโอเกะเป็นที่นิยม มิวสิกวิดีโอ ก็นำมาซ้อนกับเนื้อเพลง ทำเป็น วิดีโอคาราโอเกะ และผลิตเป็นสื่อ วีซีดีคาราโอเกะ ปัจจุบัน มีการให้รางวัลศิลปิน จากการประกวดมิวสิกวิดีโออีกด้วย เช่น งานเอ็มวี มิวสิค วีดีโอ อวอร์ดส
มิวสิควิดีโอถูกนำเสนอในหลายแนว เช่น 
1.ภาพการแสดงสด
2.ละครเพลง ซึ่งแสดงเนื้อหาของบทเพลง
3.การร้องและเต้นประกอบเพลง ในรูปแบบต่างๆ
4.การใช่วิวทิวทัศน์ มาประกอบซึ่งไม่เกี่ยวกับบทเพลง
5.การใช้ผู้หญิงนุ่งน้อยห่มน้อยเดินผ่านหน้ากล้อง ส่วนใหญ่จะเป็นมิวสิกวิดีโอเพลงต่างประเทศที่คนไทยนำมารวมลงซีดีแต่ทุนต่ำและติดปัญหาลิขสิทธิ์ จึงใช้ภาพเหล่านี้แทน
          2. vdo presentation การถ่ายทอดความคิดในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ที่มีวัตถุประสงค์ที่แน่ชัด ให้ผู้ฟังเข้าใจภายในเวลจำกัด
1.คือ การขายความคิด
2.คือการลดความแตกต่างความเข้าใจของผู้พูดกับผู้ฟัง
3.คือการเอาชนะข้อโต้แย้งจากผู้ฟัง
4.คือเพื่อช่วยการตัดสินใจของผู้ฟัง

3.กระบวนการทำหนังสั้น
 1) หาองค์ประกอบด้านวิธีการ คือ หลักการ การวางแผน การถ่ายทำ การตัดต่อ การประเมินผล
 2) หาองค์ประกอบด้านบุคลากร คือ บุคลากรในหน้าที่ต่างๆตั้งแต่ ตัวละคร บุคคลทางเทคนิค รวมไปถึง ผู้มีความสารถเฉพาะ
 3) เตรียมการผลิต คือ วางแผน เตรียมสถานที่ บท อุปกรณ์ ให้ครบ
 4) บทหนัง คือ วางบท คำพูด ระยะเวลาสถานที่ เรื่องราว ที่จะสื่อออกมา
     เรื่องบทจะมี หลายแบบ
             - บทแบบสมบูรณ์  ประมาณว่า เก็บทุกรายละเอียดทุกคำพูด
             - บทแบบอย่างย่อ ประมาณว่า เปิดกว้างๆให้ผู้ชมสังเกตในความเข้าใจของตนเอง             
 5) การผลิต อย่างแรก แต่ละฉากคุณต้องเลือกมุมกล้องให้เหมาะสม กับสภาพอากาศ ขนาดวัตถุ ว่าควรเห็นแค่ไหน  ขนาดมุมกล้องมีหลายแบบนะเยอะมาก โดยรวม มีแบบ ระยะไกลมาก ระยะไกล ระยะปานกลาง ระยะใกล้  
 6) ค้นหามุมกล้อง 
            - มุมคนดู ประมาณว่า เป็นมุมถ่ายจากรอบนอกของฉากนั้นๆ เหมือนผู้ชมเป็นคนสังเกตฉากนั้นๆ
            - มุมแทนสายตา ไม่ต้องอธิบายมั้ง
            - มุมพ้อยออฟวิว มุมนี้แนะนำให้ใช้ สวยมากมุมนี้ในการทำหนัง เป็นมุมที่ใกล้ชิดเหตุการณ์
 7) การเคลื่อนไหวของกล้อง
           - การแพน การทิลท์ ประมาณว่า การทำเคลื่อนไหวกล้องให้เห็นตำแหน่งวัตถนั้นสัมพันกันครับ
           - การดอลลี่ การติดตามการเคลื่อนไหวเลยครับ
           - การซูม เป็นการเปลียนองค์ประกอบภาพครับ เหมือนเน้ความสนใจในจุดๆหนึ่ง
 8) เทคนิคการถ่าย (เออผมจะอธิบายไงดีเนี้ยมันเยอะมากอ่ะครับ)
                จับกล้องให้มั่น อย่างผมก็จะจับ แบบกระชับกับตัวเลย คือแขนทั้งสองข้างแนบตัว และก็ไม่แนะนำให้เคลื่อนไหวกล้องแบบรวดเร็วนะครับ กล้องจะปรับโฟกัสไม่ทัน ทำให้ภาพเบลอครับ
ถ้าอยากทราบเทคนิคการถ่ายแบบละเอียดก็ เข้ามาถามละกันนะครับ ผมต้องใช้ประสปการณ์ตรงอธิบายอ่ะ
  9) หลังการผลิต ก็ต้องตัดต่อ เพิ่มเสียง เอฟเฟค ความคมชัด ความเด่นชัดเรื่อง อักษรหนังสือ
10) การตัดต่อ
      อย่างแรก จัดลำดับภาพ และเวลาให้ตรงและเหมาะสม อันไหนเกินยาวก็ให้ตัดทิ้ง
      อย่างสอง จัดภาพให้เหมาะสม เนื้อหาและโครงเรื่องที่เราวางไว้
      อย่างสาม แก้ไขข้อบกพร่อง
      อย่างสี่ เพิ่มทคนิคให้ดูสวยงาม
      อย่างห้า เรื่องเสียง
       ขั้นการตัดต่อและการตัดต่อเชื่อมฉาก
              - การตัด cut
              - การเฟด fade
              - การทำภาพจางซ้อน
              - การกวาดภาพ
              - ซ้อนภาพ
              - ภาพมองทาจ
        โปรแกรมที่จะนำมาใช้ แนะนำดังต่อไปนี้นะ
        1. movie maker (Xp ก็มีมาให้แล้ว) ตัดต่อเบื้องต้น ตัวเชื่อมเฟรมค่อนข้างน้อย
        
2. Sony vegas 7.0  การทำงานค่อนข้างละเอียด มีลุกเล่นเยอะมากมาย(แนะนำสำหรับมือใหม่)
        3. adobe premiere pro 2.0 มีการตัดต่อค่อนข้างละเอียดอ่อนมากๆใช้งานยากแต่ ถ้าใช้เป็นสามารถ  สร้างหนังได้ใหญ่ๆเรื่องนึงเลย แต่การใช้งานยุ่งยากไม่เหมาะกับมือใหม่


4.ทีมงานการทำหนังสั้น
         
1.ผู้กำกับ คนนี้สำคัญที่สุด นั้นก็คือคุณนะแหละครับ ก่อนหน้านี้ก็เกริ่นมาเล็กน้อยครับว่าผู้กำกับต้องทำอะไรบ้าง แต่นั้นเป็นในส่วนของการเตรียมตัวและเตรียมงาน แต่เมื่อมาอยู่หน้ากอง ผู้กำกับคือผู้ที่กำหนดทิศทางของหนังให้เป็นไปตามใจที่เขาหรือเธอผู้นั้นต้องการ  โดยสิ่งหนึ่งที่ผู้กำกับแต่ล่ะคนจำเป็นจะต้องมี ขาดไปไม่ได้เป็นอันขาด นั่นคือสมาธิครับ การจิตจดจ่ออยู่กับงานที่ทำอยู่ตรงหน้า งานที่ว่านั้นก็หมายถึง คอยควบคุมนักแสดง กำกับให้เขาแสดงได้อย่างเป็นธรรมชาติ เป็นไปตามบทบาทที่เราได้สร้างขึ้น และยังรวมไปถึงงานอื่นๆ เช่น การดูว่าตากล้องสามารถถ่ายภาพวางมุมกล้องออกมาได้อย่างที่เคยมีการตกลงกันก่อนหน้านี้ไหม หรือว่าเสียงโอเคหรือเปล่า ตัวละครมีบทพูดตรงตามที่เขียนไว้ไหม? จงจำไว้นะครับว่าจะต้องมีสมาธิอยู่ตลอดระหว่างการทำงาน หายไปไม่ได้เลย   
         
2.ผู้ช่วยผู้กำกับ อย่าที่เกริ่นไว้ มีหน้าที่เป็น แขนขาของผู้กำกับ เพราะในขณะที่ผู้กำกับกำลังคิดถึงงานที่อยู่ตรงหน้า ผู้ช่วยฯก็จะมาคิดถึงการทำให้งานมันเดินหน้าไปได้ หรือในอีกความหมายหนึ่งก็คือการลดภาระของผู้กำกับลงไป เพราะแทนที่จะต้องมานั่งคิดว่า ต่อไปจะต้องถ่ายฉากไหน แล้วมีใครเข้าฉากบ้าง ฉากนี้ควรจะถ่ายถึงกี่โมงเพื่อให้เสร็จภายในเวลาที่มีอยู่ นักแสดงแต่งหน้าอยู่ เมื่อต้องเข้าฉาก ผู้ช่วยฯก็เป็นคนไปตามนักแสดงนั้นๆ เรื่องเหล่านี้เป็นหน้าที่ของผู้ช่วยแหละครับที่จะต้องคิด 
แล้วผู้ช่วยผู้กำกับต้องมีคุณสมบัติอย่างไรบ้าง ประการแรกต้องใจเย็นครับ มีความอดทน เพราะการต้องประสานงานกับหลายๆ ฝ่ายอาจจะทำให้มีเรื่องกระทบกระทั่งบ้าง ก็ต้องขันติเข้าข่มไว้ และอีกอย่างคือ จะต้องมีความตื่นตัวต่อทุกสถานการณ์อยู่ตลอดเวลา ไม่หลุกหลิกไปกับสิ่งเร้าอื่นใด และนอกจากนี้ก็ยังจะต้องมีความคล่องตัว รวดเร็ว ฉับไว
         
3.ผู้จัดการกองถ่าย หลักๆ คือดูแลเรื่องการเงิน ว่าใช้จ่ายไปเท่าไหร่ แล้วคอยให้คำแนะนำ (แกมบังคับ) แก่ทีมงานว่า ควรจะใช้งบเท่าไหร่เพื่อการซื้อหรือทำอะไรสักอย่าง ว่าง่ายๆ ก็คือหน้าที่ควบคุมให้ระบบการเงินในกองถ่ายราบรื่น เป็นไปด้วยความเหมาะสมตามงบที่มีอยู่ หน้าที่นี้จำเป็นจะต้องอาศัยผู้มีความละเอียดรอบคอบในการทำงาน และมีสายตาที่ปราดเปรียวว่องไว เมื่อเห็นอะไรที่ผิดปรกติ เช่น กำลังจะมีคนใช้เงินเกินงบทั้งๆ ที่สามารถประหยัดได้มากกว่านั้น ผู้จัดการกองถ่ายจะต้องรู้ก่อนและแก้ไขได้ทันท่วงที 
         
4.ตากล้อง/ผู้กำกับภาพ ไม่ใช่แค่เอากล้องมาวางแล้วก็ถ่ายอย่างเดียวนะครับ แต่จะต้องตีความตามบทหนังที่อ่าน และถ้ามีสตอรี่บอร์ดก็ต้องถ่ายตามนั้น โดยที่จะต้องช่วยเหลือด้านเทคนิคเพื่อให้ได้ภาพอย่างที่ผู้กำกับต้องการ หรือหากภาพที่วางไว้ในสตอรี่บอร์ดมันเกิดไม่ใช่ นั่นแปลว่าผู้กำกับภาพต้องรู้เรื่ององค์ประกอบภาพ (การวางตำแหน่งวัตถุต่างๆ เวลาอยู่ในเฟรมให้ดูดี) รวมถึงรู้วิธีเลือกใช้ขนาดภาพให้เหมาะสมในคัตที่กำลังถ่ายๆ อยู่ และสามารถหาหนทางอื่นมาเป็นทางออกให้แก่ผู้กำกับได้ แต่แน่นอนว่าสุดท้ายแล้วดวงตาของผู้กำกับภาพ ย่อมจะต้องเป็นดวงตาอันเดียวกับของผู้กำกับ 
         
5.คนบันทึกเสียง สำคัญไม่น้อยกว่าภาพเลย เพราะถ้าเสียงไม่ดีฟังที่ตัวละครพูดไม่รู้เรื่องนี้จบกัน คนบันทึกเสียงไม่ได้แค่ทำหน้าที่บันทึกเสียงอย่างเดียว แต่ยังต้องคอยช่วยผู้กำกับดูว่า ก่อนถ่ายเมื่อไปดูโลเคชั่น ก็จะบอกได้ว่าจะเกิดปัญหาอะไรขึ้นกับการอัดเสียงเพื่อที่จะแก้ไขได้ หรือระหว่างถ่าย ก็คอยดูว่าช่วงไหนอัดเสียงได้ไม่ได้ เพื่อที่จะสามารถทำให้ได้เนื้อเสียงที่มีคุณภาพดีไปใช้ในการทำงานด้าน post production 

5.หากนักศึกษาจะผลิตหนังสั้น การหยิบประเด็นหรือเรื่องราวใดในสังคมมาผลิต 
            ผมเลือกเรื่องเกี่ยวกับการเมืองในปัจจุบันครับ  ไม่ได้ล้อเลียนแต่หยิบกระแส  การทำงาน หรือภาพลักษณ์นักการเมืองในปัจจุบัน  ผมคิดว่าคงเป็นประโยชน์ ต่อรุ่นลูกรุ่นหลาน ในภายภาคหน้า


             ที่มา : http://shortfirmtenten.blogspot.com/

วันศุกร์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

6 ความจริง ของสิ่งที่เราเชื่อว่ามีผลให้ นอนหลับสบาย


              การพักผ่อนที่ ชาร์จพลังที่ดีสุดของชีวิต คือ การนอน แต่เป็นเรื่องน่าแปลก ที่การนอนวันละ 8 ชั่วโมงอย่างเต็มอิ่มของบางคน กลับไม่ได้ส่งผลดีต่อสุขภาพเฉกเช่นคนอื่นๆ นั่นก็เพราะการนอนที่ผิดวิธี นั่นเอง


การนอนผิดวิธี ไม่ถูกสุขลักษณะ ก็อย่างเช่น คนที่นอนตั้งแต่ 22.00-06.00 น. กับคนที่นอนตั้งแต่ 01.00-09.00 น. จะมีความกระฉับกระเฉงแตกต่างกัน อีกทั้งยังส่งผลต่อระบบการทำงานภายในที่ไม่เหมือนกันอีกด้วย นอกจากนี้เตียง ท่านอน ชุดนอน และแสงไฟต่างๆ ก็ยังส่งผลต่อการนอนว่าคุณจะตื่นมาพร้อมสุขภาพที่ดีหรือแย่ได้อีกด้วย
           การนอนหลับอย่างเพียงพอถือเป็นสิ่งสำคัญของชีวิต เพราะมีประโยชน์หลายประการ อาทิ ทำให้สุขภาพดี ไม่เป็นโรคร้ายแรงต่างๆ ซึ่งเชื่อว่าก่อนจะนอน แต่ละคนมักมีวิธีที่จะทำให้ตัวเองหลับสบายด้วยกันทั้งนั้น ทีนี้เรามาดูกันว่า สิ่งที่เราเคยรู้เกี่ยวกับวิธีช่วยให้นอนหลับสบายนั้น มันใช่วิธีที่ถูกต้อง และได้ผลดีต่อสุขภาพ และการพักผ่อนของคนเราจริงหรือไม่

6 ความจริง ของสิ่งที่เราเชื่อว่ามีผลให้ นอนหลับสบาย


1. ไม่งีบกลางวัน
            การใช้ชีวิตในแต่ละวันของแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน บางคนมีเวลาว่างยาวๆ ช่วงกลางวัน บางคนว่างทั้งวัน หรือบางคนว่างเฉพาะช่วงเย็น ซึ่งการใช้ชีวิตในวันๆหนึ่ง อาจต้องสูญเสียพลังงานมาก ทำให้บางคนง่วงระหว่างวัน ซึ่งมีความเชื่อกันมาว่า ถ้านอนกลางวัน แล้วจะทำให้หลับยาก ซึ่ง ความจริงนั้น คือคุณสามารถงีบได้ แต่เพียงแค่ไม่นาน เกิน 30 นาที หรือยิ่งถ้าเป็นช่วงเย็น นี่ไม่ควรนอนหลับเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นอาจเกิดอาการนอนไม่หลับ หรือตื่นช่วงกลางดึกได้


2. นอนก่อนเที่ยงคืน สุขภาพดี
            อันนี้ คือความเชื่อที่ถูกต้อง เพราะการนอนหลังเที่ยงคืน นั้นจะทำให้รู้สึกเพลีย และอาจได้ขอบตาหมีแพนด้าเป็นของแถมด้วย ดังนั้น เพื่อสุขภาพที่ดี ให้ลองฝึกเข้าและตื่นนอนให้เป็นเวลาทุกวันเพื่อสร้างความเคยชินให้อยากนอนและ ตื่นเมื่อถึงเวลาควรลุกจากเตียงทุกเช้าในเวลาเดิม


3. เรื่องของไฟ
            ไฟห้องนอน เป็นอะไรที่หลายคนถกเถียงกันพอสมควร บางคนก็บอกว่าชอบนอนเปิดไฟ บางคนก็ต้องปิดไฟไม่เช่นนั้นนอนไม่หลับ ซึ่งถ้าถามว่าเพื่อสุขภาพที่ดีแล้วควรทำอย่างไร คำตอบคือ ควรดับไฟ เพื่อให้ดวงตาและร่างกายได้พักผ่อนอย่างแท้จริง


4. เงียบๆ สิดี
            ความเงียบและมืดอุณหภูมิที่พอเหมาะของร่างกายช่วยให้เกิดการหลับขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว เราควรจัดบรรยากาศในห้องนอนให้เหมาะสมและขจัดสิ่งกระตุ้นเหล่านี้ออกไป


5. ดูหนังก่อนนอน
            การดูหนัง ช่วยกล่อมให้เราเคลิ้มหลับได้ก็จริงอยู่ แต่ก็ควรจะต้องเลือกประเภทหนังสักหน่อย อย่าดูหนังบู๊ล้างผลาญ หนังผี หนังตื่นเต้น ก่อนนอนเด็ดขาด เพราะถ้าคุณตื่นเต้น หัวใจก็จะทำงานหนัก จนทำให้นอนไม่หลับ


6. ออกกำลังกาย หลับสบายจริงหรือ
            หลายคนมักคิดว่าออกกำลังกายก่อนนอนจะทำให้หลับสบาย แต่มันผิด เพราะร่างกายจะอ่อนเพลียแค่ช่วงที่เสร็จสิ้นการออกกำลังกาย แต่จะไม่รู้สึกอยากนอน และเมื่อได้นั่งพักหรืออาบน้ำร่างกายก็จะรู้สึกสดชื่น (จนไม่อยากจะนอน) ดังนั้น ทางที่ดีจึงควรออกกำลังกายก่อน 4 โมงเย็น (15.00-17.00 น.) วันละ 1/2 ชม. ถึง 2 ชม. จะช่วยให้หลับเร็วตื่นเร็ว

           ทั้งหมดนี้ เป็นความจริงเกี่ยวกับ เคล็ดลับการนอนแบบง่ายๆ ที่ช่วยให้คุณชาร์ตแบตร่างกายด้วยการนอนหลับอย่างสบายๆ แบบสุขภาพดี พอตื่นเช้ามา ก็จิตใจสดชื่นพร้อมรับวันทำงานได้อย่างเต็มที่เลยละ


           ที่มา : http://www.emaginfo.com/?p=65789

“ ปิรารูกุ " ยักษ์แห่งลุ่มน้ำอเมซอน



นี่คือ "ปาอิเช" หรือ "ปิรารูกุ" ปลาน้ำจืดที่ได้ชื่อว่าใหญ่ที่สุดในภาคพื้นอเมริกาใต้ ชื่อวิทยาศาสตร์คือ อาราปาอิมา กิกาส์ (Arapaima gigas) ตัวใหญ่ โตได้กว่า 3 เมตร น้ำหนักสูงสุดเท่าที่เคยมีผู้ชั่งหลังจับได้มากกว่า 180 กิโลกรัมเลยทีเดียว เจ้านี่เป็นปลาพื้นถิ่นประจำลุ่มน้ำอเมซอน ลำตัวกว้าง สีออกเทามีสีเลื่อมเล็กน้อย ส่วนหัวแบนเรียว ถือว่าเป็นแหล่งอาหารและสินค้าที่สำคัญสำหรับชาวประมงในพื้นที่ลุ่มน้ำเหล่านั้น ที่ออกล่ามันด้วยเรือแคนูพื้นบ้าน อาศัยฉมวกหรือหอกเป็นอาวุธ

ปิรารูกุกลายเป็นเหยื่อให้กับนักล่าได้ไม่ยาก เนื่องจากมันมักผุดขึ้นมาฮุบอากาศหนึ่งครั้งในทุกๆ 5-15 นาที และเมื่อขึ้นสู่ผิวน้ำจะทำเสียงดังเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งกลายเป็นจุดให้พรานปลาสามารถหาตัวมันได้ง่าย ส่วนใหญ่แล้วมันมักถูกล่าเพื่อกินเนื้อ (มีคนพื้นเมืองบางพื้นที่นิยมกิน "ลิ้น" ของมัน) แต่ต่อมา เกล็ดใหญ่ๆ ของมันถูกนำมาใช้เป็นเครื่องประดับและตกแต่งวัสดุอื่นๆ ส่งผลให้ปลาขนาดยักษ์ที่เคยมีดกดื่นในลุ่มน้ำอเมซอนถึงกับใกล้จะสูญพันธุ์ไปในบางพื้นที่
บรรดานักวิจัยได้แต่หวังว่ากฎการทำประมงใหม่ๆกับความพยายามในการอนุรักษ์พันธุ์ของมัน จะช่วยให้เจ้ายักษ์ใหญ่เพิ่มปริมาณมากขึ้นท่องลำน้ำอเมซอนให้เห็นกันมากมายอีกครั้ง


5 เรื่องที่ครั้งหนึ่งในชีวิตควรได้ทำถ้ามีโอกาส

                
                ว่ากันว่าชีวิตคนเรานั้นมันเหวี่ยงไปมากันเสมอ ล้มแล้วก็ลุกได้ เรียนรู้จากความผิดพลาด และยิ่งถ้าคุณไม่ทำอะไรเลย นั่นก็แปลได้อัตโนมัติว่า คุณไม่ได้เรียนรู้หรือปรับปรุงอะไรเลย


      5 เรื่องที่ครั้งหนึ่งในชีวิตควรได้ทำถ้ามีโอกาส ส่วนว่าจะสมเหตุสมผลหรือไม่ ลองไปดูกัน



                1. ให้จ้างหรือสนับสนุนบุคคลที่คุณ "ไม่ควร" จะจ้างหรือโปรโมทในหน้าที่การงาน โดยระบุว่า เป็นการให้โอกาส แม้ว่าบุคคลนั้นจะไม่ใช่บุคคลที่มีคุณสมบัติที่ใช่กับงานนั้นๆ หรือมีภูมิหลังประสบการณ์ทำงานที่ไม่ใช่กับงานนั้นๆ ไปกระทั่งถึงบุคคลนั้นๆ เด็กเกินไป หรือไร้ประสบการณ์สุดๆ ใหม่มากในวงการงาน คำตอบว่าทำไมต้องลองจ้างหรือโปรโมทคนเหล่านี้ มีซีอีโอบางคน มองว่า การเปิดโอกาสให้คนเหล่านี้ก็เหมือนการได้รับกล่องปริศนาที่คุณอาจเลือกทางเลือกที่เสี่ยงมา แต่ก็อาจกลายเป็นทางเลือกที่ยอดเยี่ยมที่สุด เพราะคนเหล่านั้นอาจจะมีทักษะหรือความสามารถบางอย่างที่คุณอาจจะต้องการได้ในอนาคต


2. เอ่ยปากขอโทษเมื่อคุณทำผิดพลาดครั้งใหญ่หลายครั้งที่ทำผิดพลาดแล้วเราขอโทษ ขณะที่อีกหลายครั้งเราก็ไม่ขอโทษ โดยเฉพาะบางความผิดที่เรารู้สึกอับอายมาก และใช้วิธีหนีไปจากสถานการณ์นั้นๆและหวังว่าจะรอให้เวลาผ่านไป แต่วิธีนี้ก็จะทำให้เรารู้สึกผิดไปตลอดอยู่ดี บางครั้งเรื่องผิดที่เราอับอาย ถ้าได้เอ่ยขอโทษออกไป อาจถูกตำหนิกลับ แต่ในที่สุด เราก็จะรู้สึกดีในท้ายที่สุด


              3. เผชิญหน้ากับความกลัวที่สุดของคุณ ทั้งนี้ คนที่ประสบความสำเร็จหลายคนหลายอย่างเขาก็ไม่ได้มีอะไรที่กล้าไปมากกว่าคนอื่น แต่คนเหล่านี้ค้นพบความเข้มแข็งที่จะมุ่งไปข้างหน้า เขาตระหนักได้ว่า ความกลัวเป็นเรื่องที่ทำให้เขาไม่สามารถทำอะไรต่อไปได้ แต่หากพยายามสร้างความมั่นใจขึ้นมาได้ก็จะช่วยรับประกันการเดินหน้าต่อให้ตัวเอง ดังนั้นให้ลองเลือกสิ่งที่คุณชอบหรือรัก แต่กลัวที่จะทำ แล้วลองสลัดความกลัวนั้นออกไปและลงมือทำทันที


               4. ลองทำตามฝันแม้จะเป็นสิ่งที่คนอื่นเยาะเย้ย ไม่ต้องแคร์ว่าใครจะคิดอย่างไร บางทีคุณอาจจะอยากเริ่มทำธุรกิจ หรืออาจจะอยากเรียนเสริมในด้านแปลกๆที่ไม่เกี่ยวข้องกับหน้าที่การงาน อยากลองทำอะไร ถ้าทำไหวให้ลองอย่าลังเล เพราะเป็นการเปิดโอกาสให้ตัวเอง


                 5. ลองช่วยเหลือหรือให้คำแนะนำบุคคลที่คุณไม่รู้จักดูบ้าง บางครั้งบางคนก็มีโอกาสน้อยกว่าเรา การให้คำแนะนำหรือช่วยเหลือเล็กๆน้อยๆบางครั้งก็เปลี่ยนชีวิตบางคนไปได้สิ้นเชิง


                 ที่มา : http://campus.sanook.com/1377745/

4 เทคนิค หยุดเครียดแบบถาวร




ความเครียด เกิดขึ้นได้กับทุกคน ไม่ว่าจะเครียดเรื่องเรียน เรื่องงาน เรื่องแฟน ฯลฯ วิธีแก้เครียดก็มีหลายวิธี แต่ใครที่ยังมีความเครียดยังวนเวียนไม่หายซักที มาลอง 4 เทคนิค หยุดเครียดถาวร ที่แนะนำโดย นพ.มล. สมชาย จักรพันธุ์

ทุกคน ทุกเพศ หญิงชายมีโอกาสเกิดความเครียดได้เหมือนกัน หากไม่ได้รับการแก้ไขทำให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพทั้งกายและจิต ความเครียดเกิดขึ้นได้หลายสาเหตุ แบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ดังนี้ คือปัญหาการเงิน การทำงาน ปัญหาสัมพันธภาพ เรื่องสุขภาพ และปัญหาอื่นๆในชีวิตประจำวัน

วิธีการจัดการความเครียดมีหลายวิธีขึ้นอยู่กับปัญหาและสถานการณ์ ท่านสามารถเลือกจัดการความเครียดได้หลายเทคนิค นพ.มล.สมชาย จักรพันธุ์ ได้แบ่งการจัดการความเครียดได้ 4 วิธีใหญ่ๆ ดังนี้


วิธีจัดการกับความเครียด วิธีที่หนึ่ง คือ พยายามหลีกเลี่ยง (Avoid) สถานการณ์หรือบุคคลที่ทำให้เราเครียด วิธีหลีกเลี่ยงทำได้โดย รู้จักปฏิเสธ เลี่ยงเผชิญหน้ากับบุคคลที่ทำให้เครียด ปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อม ไม่พูดเรื่องที่ความคิดเห็นไม่ตรงกัน เรียงลำดับความสำคัญของสิ่งที่ต้องทำประจำวัน


วิธีจัดการกับความเครียด วิธีที่สอง คือ ปรับเปลี่ยนสิ่งที่ทำให้เครียด (Alter) ถ้าเราไม่สามารถหลีกเลี่ยงสิ่งนั้นได้ควรพยายามปรับเปลี่ยนสิ่งที่ทำให้เครียดซึ่งทำได้โดย บอกความรู้สึกของเราต่อคนนั้นด้วยวิธีนุ่มนวล หรือการปรับเปลี่ยนตนเองในกรณีที่เราอาจเป็นสาเหตุทำให้คนอื่นเครียด และจัดสรรเวลาการทำงานให้ดี เพราะการพยายามทำงานหนักหรือทำกิจกรรมต่างๆตลอดทั้งวันไม่ใช่เรื่องดี จะทำให้ร่างกายเหนื่อยล้าและเกิดความเครียดได้ง่ายเช่นกัน


วิธีจัดการกับความเครียด วิธีที่สาม คือ ปรับตัวให้เข้ากับความเครียด (Adapt) ถ้าไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสาเหตุความเครียด จึงควรปรับตัวให้เข้ากับมัน โดยยอมรับหรือเปลี่ยนทัศนคติหรือความคาดหวังจากเดิมไปบ้าง ด้วยการมองปัญหาในมุมใหม่ มองสถานการณ์ให้เป็นด้านดี มองปัญหาที่เกิดในระยะยาวที่จะเกิดในโอกาสต่อไป เช่น จะต้องเตรียมพร้อมเรื่องการเงินในช่วงเปิดเทอมหน้าของลูกอย่างไร และลดมาตรฐานลง คนที่พยามทำทุกอย่างให้สมบูรณ์แบบ มักเครียดง่ายและทำให้คนอื่นเครียดด้วย หากคิดว่าที่เขาทำได้แค่นี้ก็ดีแล้ว


วิธีจัดการกับความเครียด วิธีที่สี่ คือ ยอมรับความเครียด (Accept) หากเราหนี หรือปรับเปลี่ยน หรือควบคุมสาเหตุความเครียดบางอย่างไม่ได้ เช่น ความเจ็บป่วยด้วยโรคร้ายแรง ภาวะการเงินที่ถดถอย หรืออุบัติเหตุ การยอมรับปัญหาจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด แต่อาจยากในตอนแรก ทำได้ดังนี้ อย่าคิดว่าเราสามารถควบคุมทุกอย่างได้ คิดว่าปัญหายากๆ คือการทดสอบ พูดระบายกับคนในครอบครัวหรือเพื่อนสนิท และการให้อภัย ซึ่งตรงกับพระพุทธศาสนาที่ให้รู้จักการให้อภัย เพราะผู้คนในโลกนี้รวมทั้งตัวเราอาจทำอะไรที่ผิดพลาดได้ การให้อภัยช่วยให้ความรู้สึกขุ่นเคืองลดลง อารมณ์ดีขึ้น พร้อมที่จะเดินไปข้างหน้า

จะปล่อยให้ความเครียดรุมเร้าเราอยู่ทำไม ควรหลีกเลี่ยง ปรับเปลี่ยน ปรับตัวหรือยอมรับให้ความเครียดเป็นมิตรที่ดี เช่น ยอมรับข้อดีการเป็นคนไม่สวย ทำให้ไม่เป็นเป้าสายตาของหนุ่มๆ อันธพาล โชคดีที่เกิดมาไม่ร่ำรวย ทำให้ไม่ต้องมาห่วงการดูแลทรัพย์สิน ขโมยขึ้นบ้านขโมยทองคำไปสิบบาทยังโชคดีที่ไม่ได้ทำร้ายคนในบ้าน และโชคดีที่มีหน้าที่การงานที่มั่นคง มีอวัยวะครบ ไม่พิการ เป็นต้น